-->

เครื่องจักรที่ใช้ในการขึ้นรูป โลหะ ( Forging macheines

Forging Machines แบ่งออกได้เป็นสองชนิดคือ 1. Forging Hammer 2. Forging Press 

Forging Hammerเป็นเครื่องที่ใช้สำหรับการขึ้นรูปชิ้นงานโลหะประเภท steel โดยใช้แรงกระแทกของค้อน ซึ่งชิ้นงานจะถูกขึ้นรูปและมีคุณสมบัติตามที่ต้องการด้วยการปรับจำนวนและแรงกระแทก การใช้ Forging Hammer มีข้อดีคือ ใช้เวลาในกรขึ้นรูปน้อย ทำให้ผลิตชิ้นงานได้เร็ว และอุณหภูมิของชิ้นงานในระหว่างการ Forge ลดลงไม่มากอย่างไรก็ตามการใช้ Forging Hammer จะมีเสียงที่เกิดจากการสั่นสะเทือนและการกระแทกดังมาก

 

Forging Press เป็นเครื่องที่ใช้แรงอัดในการแปรรูปชิ้นงานมีสองชนิดคือ Hydraulic press และ Mechanical Press แต่เนื่องจาก Hydraulic Press มีความเร็วในการทำงานช้า ซึ่งอาจเกิดปัญหาการเย็นตัวของชิ้นงานได้ โดยเฉพาะในขบวนการผลิตแบบ Hot Forging ส่วนใหญ่จึงนิยมใช้ Mechanical Press

 

เนื่องจากเครื่องจักรที่ใช้ในขบวนการ Forging โดยเฉพาะชนิด Forging Hammer จะ ต้องการอาศัยน้ำหนักกระแทกที่มาก เครื่องจักรจะมีลักษณะเป็นการสร้างเหล็กตันเพื่อให้มีน้ำหนักมาก ทำให้เครื่องพวกนี้มีโครงสร้างที่แข็งแรงและมีอายุการใช้งานนานมาก ดังนั้นผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยจึงนิยมซื้อเครื่องจักรใช้แล้วจากต่างประเทศซึ่ง มีอายุมากแล้ว มาปรับปรุงสภาพและใช้ผลิตในประเทศ แต่การใช้งานเครื่องจักรเก่า ทำให้ลักษณะการผลิตทุบขึ้นรูปเป็นไปตามเทคโนโลยีของเครื่องจักรนั้นด้วย และเนื่องจากเครื่องจักรเก่าจึงทำให้ปัญหาการเสียของเครื่องจักรจึงมีสูงไป ด้วยและประสิทธิภาพในการผลิตของเครื่องจักรไม่ดีพอ

นอกเหนือจากเครื่องจักรดังกล่าวแล้ว ในโรงงาน Forging ยังจำเป็นต้องมีเครื่องจักรอื่นๆในงานตัด งาน Trim และการให้ความร้อนแก่ชิ้นงาน จึงจำเป็นต้องมีเครื่อง Shearing Machine, Trimming Press และ Heating furnace นอกจากนี้แล้ว ภายหลังงาน Forge ชิ้นงานจะต้องมีการอบชุบด้วยความร้อนเพื่อให้ได้คุณสมบัติตามที่ต้องการ โรงงานอาจจะมี Heat-Treat shop เองหรืออาจนำชิ้นงานไปจ้างอุบชุบโรงงานอื่น
สำหรับการปรับปรุงคุณสมบัติโดยกระบวนการทางความร้อน (Heat Treatment) ซึ่งจะมีหลากหลายวิธีการแตกต่างกัน ขึ้นกับชนิดของผลิตภัณฑ์ ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นการอบอ่อน (Annealing) การอบปกติ (Normalizing) การอบชุบ (Quenching) การอบคืนไฟ (Tampering) การอบคลายความเครียด (Stress Relieve) เป็นต้น สำหรับขั้นตอนสุดท้ายจะเป็นการปรับปรุงคุณภาพผิวด้วยยิงด้วยลูกเหล็กขนาดเล็กหรือกระบวนการยิงทราย

นอกจากกระบวนการขึ้นรูปร้อน (Hot Forging) ยังมีการขึ้นรูปชนิด Warm Forming อีกด้วย โดยอุณหภูมิของชิ้นงานที่จะขึ้นรูปอยู่ที่ประมาณ 800 องศาเซลเซียส ต้องมีการควบคุมอุณหภูมิของแม่พิมพ์ และต้องใช้แรงในการขึ้นรูปที่สูงกว่าวิธีขึ้นรูปร้อนมาก ซึ่งจะให้คุณสมบัติเชิงกลที่แข็งแรงกว่าการขึ้นรูปร้อน ประเทศพึ่งได้เริ่มการผลิตชิ้นงานด้วยวิธีการนี้ไม่นานนัก ในปัจจุบันมีผู้ผลิตเพียงหนึ่งรายเท่านั้น

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://replicainspection.blogspot.com 25/8/56

Visitors: 124,911